ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!

ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!
4 อ. สู้มะเร็ง

บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่ แล้วดับสูญไปามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้….ก็ “โลกมนุษย์” ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละมนุษย์ เกิดขึ้นจาก”กรรม”ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ ภาษาพระท่านเรียกว่า “รูปธรรม-นามธรรม” กาย และ ใจ
จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ

ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช้ผลิตผลของธรรมชาติ ตั้งแต่ ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค มาตลอดชีวิตถ้าเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ใช้ “ปัจจัยสี่” จากธรรมชาติครบเลย  แต่มนุษย์ปัจจุบันกลับพยายามหนีธรรมชาติ หนีความจริง หา”ธรรมชาติเทียม”มาเป็นที่พึ่งพิง อยู่ในโลกของเคมีวัตถุทั้งอาหาร บรรยากาศติดยึดอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ หลงงมงายยึดเป็นค่านิยมจนวาระสุดท้าย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้แหละจึงเป็น ที่มาของ”การคืนสู่ธรรมชาติ” (Back to Nature) ของมนุษย์ที่เห็นผิดเป็นชอบทั้งหลาย กลับตัวกลับใจเร็วๆ..ยังไม่สายเกิน ไปเด้อ !..พืชผลทางเกษตรเขายังพยายามเลิกใช้สารเคมีหันมาใช้สารชีวภาพซึ่งทำจาก ธรรมชาติล้วนๆ

และนี่ ก็คือที่มาของการรักษาโรคโดยการนำธรรมชาติบำบัดมาบูรณาการระบบการกินการอยู่ เสียใหม่เพื่อสร้างภูมิต้านโรค ยุทธศาสตร์ 4 อ. ซึ่งประกอบด้วย อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย จึงเป็นไปตามแนวทางธรรมชาติบำบัด “ใจ” ด้วย อารมณ์(พลังใจ)บำบัด”กาย”ด้วย อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย

อ.ที่หนึ่ง “อารมณ์”

คนที่เป็นมะเร็งจำไว้เลย..“ห้ามเครียด” ต้องทำตัวให้มีอารมณ์แจ่มใสเสมอ ความเครียดนั้นทำให้ก่อเกิดอนุมูลอิสระซึ่งจะไปทำลายเซลล์ดีๆทั่วไป คนที่มีความ โกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต วิตกกังวล มองอะไรในแง่ร้าย ต่อมหมวกไตจะสร้าง “สารบาป” ออกมาซึมเข้าโลหิต ไปออกฤทธิกับอวัยวะต่างๆเช่น   สาร Adrenaline จะทำให้หัวใจเต้นแรง เส้นโลหิตหดเกร็ง ถ้าหดจนตีบตัน หัวใจก็อาจจะวายเฉียบพลัน สาร Steroid ถ้ามีจำนวนที่ผิดปกติอาจจะทำให้การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารผิดเพี้ยนได้ ถ้ามากไปน้ำย่อยก็จะไปกัดผนังด้านในกระเพาะอาหาร ถ้าน้อยเกินไปก็จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  สาร Lactic Acid ถ้าเกิดขึ้นมากไปก็อาจไปทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นอาวุธสำคัญ ของระบบภูมิคุ้มกัน

ในทางกลับกันถ้าบุคคลซึ่งมีจิตเป็นสัมมาทิฐิ มีความเมตตาปราณี มองโลกในแง่ดี มีสติ สมาธิ จิตใจเบิกบาน ต่อมใต้สมองก็จะสร้าง”สารบุญ” หรือ  สาร Endorphine ออกมาเป็นประจำส่งผลให้กายใจเบาสบาย เกิดความปิติ กินได้นอนหลับ เม็ดเลือดขาวก็จะแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันได้สูง ส่งผลให้เซลล์มะเร็งหยุดหรือลุกลามช้าลง

อ.ที่สอง “อาหาร”

อาหารในความหมายของธรรมชาติบำบัดนั้น คืออาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตจากธรรมชาติโดยตรง(Organic Food) ยกตัวอย่างพืชผลที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีในการบำรุงเลี้ยงดู และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้พวกชีวภาพแทน เช่นปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช นอกจากนั้นเวลาที่แปรรูปก็ไม่ใช้กระบวนการทางเคมีใดๆ เช่น การฟอกขาว การใส่สารเคมีเพิ่มสีสันหรือรสชาติใดๆทั้งสิ้น สำหรับเนื้อสัตว์ก็ต้องไม่ใช้กระบวนการเคมีในการเลี้ยงดูจนถึงขั้นการแปรรูป เช่นเดียวกัน ไม่มีการขุนสัตว์ด้วยยาหรือที่มีส่วนผสมทางเคมี ไม่มีการใส่สารเพิ่มสี หรือใช้โซเดียมไนไตร์เพื่อยืดอายุเนื้อสัตว์ที่แปรรูปอันเป็นสาเหตุให้เกิด สารก่อมะเร็งได้

โดยสรุปแล้ว อาหารสำหรับผู้ฟื้นฟูสุขภาพควรเป็นอาหารที่เป็นธรรมชาติ เช่น พืชผักผลไม้ นำมาต้ม นึ่ง หรือทานสดๆก็ยิ่งดี หรือจะนำมาคั้นหรือปั่นก็จะเพิ่มความหลากหลายชวนให้บริโภคมากขึ้น อาหารควรอย่างยิ่งที่จะปลอดสารพิษ ปรุงแต่งง่ายๆไม่สลับซับซ้อน เช่นต้มแล้วเอาไปย่าง ต้มแล้วเอาไปอบ ให้มันเกิดภาวะเชิงซ้อนทางเคมี แทนที่จะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น เอาไปต้ม หรือเอาไปนึ่ง ซึ่งจะไม่ทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เกิดการแปลกแยกออกไป

นอกจากนั้นอาหารไม่ควรจะมีรสจัด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม สารพัดรส และประเภทหมูเห็ดเป็ดไก่ก็ควรจะลดลงบ้างเพื่อหนีห่างจากภาวะไขมันอุดตันใน หลอดเลือดหัวใจ ควรมาเน้นหนักที่พืชผักผลไม้(ที่ปลอดสารพิษ) รวมทั้งธัญพืชต่างๆที่มีผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้งถั่วงาทั้งหลาย สาหร่าย นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร รวมทั้งข้าวที่ไม่ขัดข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ อาหารธรรมชาติเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายไม่มีปัญหาแล้วยังช่วยลดการ สะสมสารพิษและไขมันที่ไปอุดตันในหลอดเลือดทั่วร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของโรค ทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ระบบหัวใจล้มเหลว จนกระทั่งมะเร็ง

ก็อยากจะชวนให้ละลดเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน สูงและย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ดไก่ หันมาทานประเภทปลาบ้าง โดยเฉพาะปลาทะเลเนื้อขาวซึ่งมีไขมันเลวต่ำ แต่มีไขมันดี(Omega-3)ที่เป็นประโยชน์ ประเภทต่อไปนี้ก็ควรลดเหมือนกัน คืออาหารที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาลทราย(ฟอกขาวด้วยสารเคมี) เช่น ขนมหวาน ไอศกรีม เค้ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งขัดขาว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ฯลฯ (เดี๋ยวนี้มีเส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น ขนมจีน และขนมปังที่ไม่ได้ทำจากแป้งขัดขาวแล้ว) อีกประเภทหนึ่งที่ควรจะลดหรือเลิกไปเลยก็คือประเภทที่มีไขมันเชิงเดี่ยวหรือ ไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันพืชบางชนิด  อาหารที่ใช้ สำหรับธรรมชาติบำบัดนี้มีแหล่งข้อมูลให่ศึกษามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มชีวจิต และชมรมมังสวิรัติทั้งหลาย

อ.ที่สาม “อากาศ”

การที่ผู้ป่วยที่ต้องการบำบัดพักฟื้นต้อง มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องมลภาวะนั้นเท่ากับเป็นการเพิ่มปัจจัย เสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก ความจริงไม่ต้องผู้ป่วยหรอกครับคนปกติทั้งหลายที่สูดอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ ทั้งหลายเข้าไปทุกวันก็แย่แล้ว เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย ดอกเบี้ยที่ได้ก็คืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ดีๆ ไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) ที่ปกป้องโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเบียดเบียนชีวิต

แต่ในทางกลับกันถ้าผู้ป่วยอยู่ในสภาพ อากาศที่บริสุทธิ์ปลอดสารพิษ ก็จะเป็นการลดภาวะเสี่ยงดังกล่าวไปได้ ยิ่งถ้าได้อยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีก็เหมือนกับว่าได้ยาอายุวัฒนะ ประมาณนั้นเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดสารพิษแล้ว ทางด้านจิตใจก็จะเกิดความสดใส กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย สุขภาพกายก็จะดี สุขภาพจิตก็จะดีเช่นกัน…. ทำให้เชื้อโรคมันอดอยากปากแห้ง ไม่อยากอยู่กับเรา

อ.ที่สี่ “ออกกำลังกาย”

การออกกำลังกายในความหมายของธรรมชาติ บำบัด โดยเฉพาะเพื่อการรักษาโรค เบาหวาน แล ะมะเร็ง ควรเป็นแบบ Aerobic คือการออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้เวลาอย่างต่อเนื่องทำซ้ำๆให้เหงื่อออกชุ่มตัว เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค จะได้ผลมากกว่า ไปเล่นกอล์ฟ หรือโยนโบว์ลิ่ง รวมทั้งการออกกำลังกายในที่อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดี หรือในห้องที่เราไม่สามารถสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอดขนะที่กำลังใช้พลัง เหตุที่ควรจะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดนั้นก็เพราะกระบวนการเคมีในร่างกาย เช่น การเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงาน( Metabolism ) จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษ การออกกำลังกายที่ดีควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ เหงื่อขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกายออกมาบ้าง และช่วยให้ปอดใช้ออกซิเจนใหม่ๆสดๆที่สูดจากกลางแจ้งนำไปฟอกเลือดดำให้เป็น เลือดแดงส่งต่อให้หัวใจได้ทำหน้าที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างมี ประสิทธิภาพ การออกกำลังกายที่ถึงระดับที่เรียกว่า Peak จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร Growth Hormone ออกมาจากต่อมใต้สมองทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า เหมือนได้น้ำทิพย์มาโชลมร่างกายและจิตใจ อีกทั้งเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ เป็นยาอายุวัฒนะอีกขนานหนึ่ง

สรุป ตรงนี้ได้เลยว่า การบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้”ยุทธศาสตร์ 4อ.”นี้ มีแต่ได้ ไม่มีเสีย มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน อย่างมากก็เสมอตัว ถ้าท่านทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีผลข้างเคียง เพราะกระบวนการทั้งหมดเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ใช่”ธรรมชาติเทียม” หรืออะไรที่เป็นสารเคมีทั้งหลายในรูปยา หรืออาหารที่ถูกดัดแปลงรสชาติ สีสัน รวมทั้งการยืดอายุการบริโภค

การบำบัดโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องลงทุนเสียเงินเสียทองสิ้น เปลืองมากมายเหมือนวิธีอื่นๆ เป็นสิ่งที่เรียกว่าการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ซึ่งสามารถดำเนินวิธีรักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น การใช้สมุนไพร การฝังเข็ม การนวด การกดจุด วารีบำบัด การใช้พลังจิต หรือ พลังจักรวาล ซึ่งเป็นแนวทางธรรมชาติบำบัดเช่นเดียวกัน.

Visited 23,131 times, 1 visit(s) today

3 Comments on “ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!

  1. แล้วกะปิทำอาหารควรทานหรือป่าวค่ะ